fruitylover.com

อะโวคาโด

อะโวคาโด

ประวัติของอะโวคาโด

อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดในเม็กซิโกและอเมริกากลาง อะโวคาโดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Persea americana อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีไขมันสูง แต่ไขมันเหล่านี้เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งดีต่อสุขภาพ อะโวคาโดมีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินอี โพแทสเซียม และโฟเลต อะโวคาโดสามารถรับประทานได้หลายวิธี เช่น ทานสด ใส่ในสลัด ทาบนขนมปัง หรือทำเป็นซอส  

อะโวคาโดมีประวัติอันยาวนาน ว่าเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม และ เศรษฐกิจในเม็กซิโก หรือ อเมริกา มานานหลายพันปี อะโวคาโดถูกกล่าวถึงในตำนานของชาวเม็กซิโกโบราณ และ ยังนำ อะโวคาโดใช้เป็นเครื่องบูชาในพิธีกรรมทางศาสนาของชาวเม็กซิโกโบราณอีกด้วย  

อะโวคาโดถูกนำเข้ามาปลูกในอเมริกาเหนือในศตวรรษที่ 16 อะโวคาโดเริ่มเป็นที่นิยมในอเมริกาเหนือในช่วงศตวรรษที่ 20 ในปัจจุบัน เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ว่าอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย อะโวคาโดจึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ

สายพันธ์อะโวคาโด

9 สายพันธุ์ อโวคาโด ที่อร่อยที่สุด มีดังนี้

1.พันธุ์เบคอน ( Bacon ) อะโวคาโดสายพันธุ์เบคอน ไม่ใช่เบคอนที่ทำจากเนื้อสัตว์แต่อย่างใด หรือ ไม่ใช่อะโวคาโดที่รสชาติเหมือนเบคอน แต่สายพันธ์นี้เป็นลูกผสมของอะโวคาโด 2 ประเภทที่อยู่ในเม็กซิกัน และถูกปลูกครั้งแรกในปี 1954 โดย เจมส์เบคอน นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อสายพันธ์เบคอนนั่นเอง

2.พันธุ์ฟูเอร์เต ( Fuerte ) 1 ในสายพันธุ์ที่ถือได้ว่าเป็น 1 ในพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และเป็นสายพันธุ์แรกๆที่ส่งออกโดยเม็กซิโก Fuerte มาจากภาษาสเปนที่แปลว่า แข็งแกร่ง ที่อะโวคาโดสายพันธุ์นี้ได้รับชื่อนี้เพราะว่า อะโวคาโดสายพันธุ์นี้ รอดจากการแช่แข็งครั้งใหญ่ในปี 1913 ในลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย อะโวคาโดสายพันธุ์ฟูเอร์เต ( Fuerte ) รุ่นแรกแรกถูกปลูกในปี 1914 โดย J. T. Whedon (นับต้นที่รอดจากการแช่แข็งครั้งใหญ่ในปี 1913)

3.พันธุ์ฮัสส์ ( Hass ) ถูกปลูกครั้งแรกเมื่อ 1920 โดย รูดอล์ฟ แฮส บุรุษไปรษณีย์ชาวแคลิฟอร์เนีย และจดสิทธิบัตรในปี 1935 อะโวคาโด พันธุ์ไหนอร่อยสุด คงต้องยกให้สายพันธุ์ Hass เพราะ สามารถมีให้ทานได้ทั้งปี และอะโวคาโดสายพันธุ์ฮัสส์ ( Hass ) 90% ของทั่วโลก สืบเชื้อสายมาจาก ต้นกล้าแม่ดั้งเดิมจาก แคลิฟอร์เนียในปี 1920

4.พันธุ์พิงเคอร์ตัน ( Pinkerton ) ถูกปลูกครั้งแรกในปี 1970 ใน Pinkerton Ranch ใน Saticoy California และจดสิทธิบัตรในปี 1975 มีรายงานว่า อะโวคาโดสายพันธุ์นี้ สามารถอยู่ได้ทั้ง ใกล้ชายฝั่ง และบนบกปกติ สามารถทนอากาศได้ถึง 30 องศา จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้นานกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

5.พันธุ์รีด ( Reed ) ถูกปลูกครั้งแรกเมื่อ 1948 โดยวอลเตอร์รีด และได้รับความนิยมทั่วโลกในเวลาต่อมา เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ลูกดกมาก สามารถหามาทานได้ตั้งแต่ ฤดูร้อนจนถึงต้น ฤดูหนาว

6.สายพันธุ์ซูตาโนะ ( Zutano ) ถูกปลูกครั้งแรกในปี 1926 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดย R.L. Ruitt และได้รับความนิยมมาถึงปลายศตวรรษที่ 20 มักจะเป็นพันธุ์รอง เมื่ออะโวคาโดสายพันธุ์ Hass ขาดตลาด

7.สายพันธุ์เกวน ( Gwen ) ถูกพัฒนาโดย ดร. Bob Bergh จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียริเวอร์ไซด์ และจดสิทธิบัตรในปี 1984 ซึ่งสายพันธุ์นี้ถูกพัฒนามาจากต้นกล้าสายพันธุ์ Thille ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันเท่าไหร่นัก ซึ่งเป็นลูกห่างๆของสายพันธุ์ Hass มาอีกที

8.สายพันธุ์สจ๊วต ( Stewart ) มาจากต้นกล้าพันธุ์เม็กซิกัน จากฟาร์มปศุกสัตว์สจ๊วตที่เมนโทน ซานเบอร์นาดิโนเคาน์ตี้ แคลิฟอร์เนีย และถูกทดลองในปี 1952 จนเป็นเผยแพร่สู่สาธารณะชนเมื่อปี 1956

9.สายพันธุ์เม็กซิโกลา กรันเด ( Mexicola Grande ) มีต้นกำเนิดในแพซาดีนา แคลิฟอร์เนีย ประมาณปี 1910 และเผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อปี 1912 อะโวคาโดสายพันธุ์นี้ได้รับเลือกเป็นสายพันธุ์ผลไม้ขนาดใหญ่ แต่ไม่ค่อยมีรสชาติเท่าพันธุ์แม่

ประโยชน์ของอะโวคาโด

ประโยชน์อะโวคาโด (Avocado) เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะเนื่องจากมีส่วนผสมที่หลากหลายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้  

  • มีไขมันดี อะโวคาโดมีไขมันไม่อิ่มตัวและมีประสิทธิภาพทางสุขภาพ เช่น ไขมันอิ่มตัวแบบไม่อิ่มตัว และ ไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง  
  • ไฟเบอร์อาหาร อะโวคาโดมีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นกระบวนการย่อยอาหารและช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานดี  
  • วิตามินและแร่ธาตุ อะโวคาโดมีวิตามินเอ ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินเค ที่ส่งเสริมกระบวนการ รวมถึงมีแคลเซียม โพแทสเซียม และ โพแทสเซียมซอเดียมที่สำคัญสำหรับระบบประสาท และ กล้ามเนื้อ  
  • เสริมสารต้านอนุมูลอิสระ อะโวคาโดมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูทีน และบีต้า-คารอทีน ซึ่งช่วยปกป้องร่างกายจากอันตรายของอนุมูลอิสระ  สารต้านเอนไซม์ธรรมชาติ: อะโวคาโดมีสารต้านเอนไซม์ธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร  
  • ช่วยลดน้ำหนัก ไขมันอิ่มตัวในอะโวคาโดช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มตัว และ มีพลังงานนานขึ้น นั่นอาจช่วยลดความจำเป็นในการบริโภคอาหารมากเกินไป  
  • สารสกัดจากอะโวคาโด สารสกัดจากอะโวคาโดอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพผิว เช่น ช่วยให้ผิวนุ่ม และ ชุ่มชื่นมากขึ้น

วิธีการเลือกอะโวคาโด

การตรวจสอบความนิ่มและความยุบของอะโวคาโดเป็นวิธีที่ดีในการรับรู้ว่าอะโวคาโดสุกและพร้อมรับประทานแล้วหรือไม่ แนะนำว่าจะตรวจสอบดังนี้ 

  1. ความนิ่ม ใช้มือกดอย่างเบา ๆ บนผิวของอะโวคาโด ถ้ามีความนิ่มที่คล้ายไปตามรัศมีมือเบา ๆ และ คลายกล้ามเนื้อแล้ว แสดงว่าอะโวคาโดเริ่มสุก  
  2. การกดจากเปลือกข้างนอก ความยุบลงเมื่อกดจากเปลือกข้างนอกของอะโวคาโดแสดงถึงความสุกแก่ เมื่อคุณกดแล้วรู้สึกว่าเนื้อยุบลงอย่างเบาๆ เริ่มจากปลายผลสู่กลาง นั่นคืออะโวคาโดที่สุกแล้ว  
  3. การกลิ่น อะโวคาโดที่สุกมักจะมีกลิ่นหอมนุ่ม แต่หากมีกลิ่นฉุนหรือไม่เป็นปกติควรหลีกเลี่ยง  
  4. สีของเนื้อ เมื่อเปิดอะโวคาโดควรเห็นเนื้อภายในมีสีเขียวเข้มถึงสีเหลืองอ่อน ถ้าเนื้อมีสีน้ำตาลหรือดำหรือมีสีแปลกปลอมควรหลีกเลี่ยง  

การระวังการใช้มือเพื่อทดสอบความนิ่ม และ ความยุบนี้จะช่วยให้คุณสามารถเลือกอะโวคาโดที่สุกพร้อมรับประทาน และ มีรสชาติที่อร่อยที่สุดได้

วิธีการเก็บรักษาอะโวคาโด

อะโวคาโด5

การเก็บรักษาอะโวคาโดที่ยังไม่สุกเพื่อให้สามารถรับประทานในอนาคตและยังคงคุณภาพของผลไม้ไว้นานกว่าเดิม คุณสามารถทำได้โดยดังนี้  

  • ห่อด้วยกระดาษทิชชู่ หลังจากที่คุณหั่นหรือเตรียมอะโวคาโดเป็นชิ้นหรือส่วนที่ต้องการ ใช้กระดาษทิชชู่ห่อรอบทั้งอะโวคาโด เพื่อป้องกันความสัมผัสกับอากาศที่จะทำให้เนื้อเริ่มเปลี่ยนสี  
  • เก็บในตู้เย็น นำอะโวคาโดที่ห่อด้วยกระดาษทิชชู่เข้าไปในถุงพลาสติกหรืออาหาร รัดถุงและเก็บในตู้เย็น ส่วนที่เย็นส่วนตู้เย็นเหมาะกับการเก็บรักษาอะโวคาโดที่ยังไม่สุก  

ระยะเวลาเก็บรักษา อะโวคาโดที่เก็บรักษาในตู้เย็นสามารถรับประทานได้นานถึง 7-10 วัน แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติบางอย่าง เช่น ความนุ่มหรือรสชาติ 

ผลไม้ (1)

การเก็บรักษาอะโวคาโดที่สุกแล้วให้คงคุณภาพ และ รสชาติในระยะเวลาสั้นๆ สามารถทำได้ด้วยวิธีที่คุณกล่าวถึงดังนี้:  

วิธีที่ 1. การทาน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันที่มีกลิ่นน้อย  

  • ผ่าครึ่ง ผ่าอะโวคาโดครึ่งเพื่อเอาเนื้อออกจากเมล็ดและเปลือกในหรือเอาเมล็ดออกและนำเนื้อออกมาทาในขั้นตอนถัดไป  
  • ทาน้ำมัน ใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันที่มีกลิ่นน้อยทาลงบนผิวของเนื้ออะโวคาโดให้ทั่วทุกพื้นที่ การทาน้ำมันจะช่วยป้องกันความสัมผัสกับอากาศและช่วยให้อะโวคาโดไม่มีสีดำหรือเสียคุณภาพเร็วขึ้น  
  • การเก็บ เมื่อทาน้ำมันแล้ว คุณสามารถเก็บอะโวคาโดที่สุกแล้วในภาชนะที่ใส่ซ้อนหรือปิดฝาไว้ในตู้เย็น อะโวคาโดที่ทาน้ำมันแล้วสามารถรับประทานได้เป็นเวลา 3-5 วัน โดยที่สีไม่จะดำหรือเน่า  

วิธีที่ 2: การใช้มะนาว  

  • บีบมะนาว บีบมะนาวและทาน้ำมะนาวทั่วเนื้ออะโวคาโดที่ผ่าครึ่ง  
  • การเก็บ นำอะโวคาโดที่ผ่าครึ่งและทาน้ำมะนาวแล้วใส่ในกล่องหรือภาชนะที่มีฝาปิดและเก็บในตู้เย็น อะโวคาโดที่บีบมะนาวแล้วสามารถรับประทานได้เป็นเวลา 3-5 วัน โดยที่สีไม่จะดำหรือเน่า

อย่าลืมตรวจสอบสภาพอะโวคาโดก่อนรับประทานเสมอ หากมีสีสันหรือกลิ่นที่แปลกปลอม ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าอะโวคาโดมีสัญญาณของการเน่าหรือเสีย

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม :: fruitylove

โฟสที่เกี่ยวข้อง